บทความน่าสนใจ

สาระน่ารู้ด้านการวางแผนการเงิน กลยุทธ์การลงทุน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุน

  • ดอกไม้แห่งความสุขสม และขมขื่นในเดือนกุมภาพันธ์

    Posted on 13-02-2561

              สำหรับคนที่กำลังมีความรัก วันพิเศษวันแรกที่นึกถึงในเดือนกุมภาพันธ์คงจะหนีไม่พ้นวันวาเลนไทน์ เพราะเป็นโอกาสที่คนส่วนใหญ่นิยมแสดงความรักให้แก่คนสำคัญ อย่างการบอกความรู้สึก มอบช็อกโกแลต หรือไม่ว่าจะเป็นการมอบดอกไม้ แต่หากเราสลัดจากความรู้สึกที่ต้องการมอบสิ่งดีๆให้แก่กันแล้ว เราจะพบว่าราคาดอกไม้ปรับตัวขึ้นสูงกว่าปกติหลายเท่า

              เพราะอะไรราคาดอกไม้ถึงปรับตัวสูงขึ้น? โดยทั่วไปแล้วดอกไม้จะถูกมอบให้กับคนพิเศษในวันพิเศษ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวันพิเศษที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อวันพิเศษของคนส่วนใหญ่ตรงกันอย่างวันวาเลนไทน์ จำนวนดอกไม้ที่ขายจึงขาดแคลน และนำไปสู่ราคาดอกไม้ที่เพิ่มขึ้นสูง ซึ่งอธิบายได้ด้วยหลักการ Demand & Supply แต่เหตุการณ์ที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวขึ้นสูงของราคาดอกไม้แค่วันเดียว แต่เป็นระยะเวลาหลายปีเลยทีเดียว

              ก่อนที่เราจะเริ่มเรื่องราวต่อไป เราต้องขอเท้าความถึงดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นประเด็นที่เราจะพูดคุยในวันนี้

    ทิวลิป เป็นดอกไม้ที่มีลักษณะเฉพาะของกลีบดอกที่มีความหลากหลายในทั้งด้านของรูปทรง และสีสัน นอกจากนี้บางดอกยังมีลวดลายคล้ายเปลวไฟงดงาม และหาได้ยาก ซึ่งเกิดจากไวรัสในดอกไม้ที่ไม่ทำให้ดอกร่วงโรย แต่เพียงทิ้งลายสีไฟร้อนแรงไว้เท่านั้น เป็นเวลา 2 ศตวรรษกว่าที่เราจะเข้าใจที่มานี้ และด้วยความเป็นเอกลักษณ์งดงามและที่มาอันลึกลับของลวดลายนี้เองที่ทำให้ตลาดซื้อขายดอกทิวลิปเมื่อศตวรรษที่ 16 ลุกเป็นไฟ

              ย้อนไปเมื่อราวปีศตรรษที่ 16 ดอกทิวลิปสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดของประเทศเนเธอแลนด์ที่ขณะนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรป เริ่มแรกดอกไม้นี้ได้ถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในหมู่นักวิชาการและชนชั้นสูง เพราะชื่นชมในความงามและหลากหลายของทิวลิป กระทั่งลุกลามไปถึงพ่อค้าชั้นสูง นายช่างชนชั้นกลาง จนไปถึงพ่อค้าแม่ขายทั่วไปเพราะราคาที่สูงขึ้นโดยหวังเพื่อค้าเก็งกำไร

              ที่น่าตกใจคือ เมื่อปีค.ศ. 1623 มีการเสนอเงิน 12,000 กิลเดอร์ (ค่าเงินในสมัยนั้นของเนเธอแลนด์) เพื่อแลกกับดอกทิวลิปที่มีลวดลายเปลวไฟหายากยิ่ง ที่เรียกว่า Semper Augustus 10 ดอก หากถามว่าเงินจำนวนนี้เยอะหรือน้อย เราคงยกมือขึ้นเกาหัวเบาๆ เงินจำนวนดังกล่าวนี้สามารถซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์หรูในย่านอัมสเตอร์ดัมได้สบายๆ แต่เงินจำนวนนี้ก็ยังไม่สามารถเอาชนะใจคนขายได้

              เมื่อผู้คนได้ยินข่าวการทำกำไรสูงลิบลิ่วโดยเพียงแค่การซื้อขายอันเรียบง่ายเหมือนสินค้าทั่วไป เพียงแต่สินค้าคือดอกทิวลิป คนมากมายก็ตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะเข้ามาทำธุรกิจนี้ แม้แต่ชนชั้นแรงงานอย่าง ช่างซ่อมรองเท้า ช่างไม้ ช่างปูน ก็หันมาซื้อขายทิวลิป มีทั้งขายที่ดินบ้าง ใช้เงินสะสมที่เก็บมาแรมปีบ้าง เพื่อขอเข้าร่วมเป็นผู้โชคดีทำกำไรกับตลาดดอกไม้ลวดลายไฟ ทำให้ราคาดอกไม้ที่สูงอยู่แล้วก็ทะยานขึ้น แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาเข้าไปพัวพันนี้คือโศกนาฏกรรมฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแรกของโลก

              จากราคาทิวลิปลายไฟที่ดอกละ 5,500 กิลเดอร์ ในปีค.ศ.1633 ก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวในเดือนแรกของปีค.ศ. 1637 และแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ราคาทิวลิปที่สูงเสียดฟ้าก็ล้มลงมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย เพราะแม้แต่ราคาของทิวลิปธรรมดาสักดอก พ่อค้าก็ไม่สามารถซื้อมาเพื่อเก็งกำไรได้อีกต่อไป Demand ของดอกทิวลิปหายไปเหมือนกลีบดอกที่แห้งโรยปลิวไปตามลม หลงเหลือไว้แต่ความยากแค้น หนี้สินของผู้เสี่ยงดวงในตลาดทิวลิป และชื่อให้เราจดจำว่า “Tulip Mania”

    จากนี้ไป นอกจากดอกกุหลาบแห่งความรักแล้ว เราคงจะหวนนึกถึงดอกทิวลิปที่ทำให้ผู้คนทุกข์ทนในเดือนกุมภาพันธ์

    ที่มา http://www.bbc.com/culture/story/20160419-tulip-mania-the-flowers-that-cost-more-than-houses

    ปิด
  • Asset Allocation: เคล็ดลับจัดสรรการลงทุนแบบไม่รอ ‘ฟลุก’

    Posted on 13-02-2561

              ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดอื่นๆ ในโลกและสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผนวกกับผลตอบแทนจากการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในระดับต่ำมาก ได้ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นมากกว่าเดิม

              อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนในหุ้นด้วยความคาดหวังถึงผลตอบแทนโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นแนวทางการลงทุนที่ไม่ถูกหลักการ เพราะแม้หุ้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ แต่หุ้นไม่ว่าหุ้นในประเทศหรือต่างประเทศก็ย่อมมีความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้

              ความจริงแล้ว หุ้นไม่ใช่การลงทุนประเภทเดียวที่มีความเสี่ยง การลงทุนทุกประเภท แม้กระทั่งการถือเงินสดอยู่เฉยๆก็มีความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนที่จำกัดอยู่ที่สินทรัพย์ใดหรือตลาดใดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบการลงทุน มูลค่าของการลงทุนจะขยับไปในทิศทางเดียว จนในกรณีที่การลงทุนขยับในทางลบ ผลกระทบอาจรุนแรงจนถึงขั้นสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้ ยิ่งกว่านั้น แม้กระทั่งความพยายามแก้ปัญหาโดยลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ โดยมากก็มักให้ผลตอบแทนที่ต่ำเกินไป จนไม่ตอบโจย์ความต้องการในยุคปัจจุบันอยู่ดี

              ด้วยเหตุที่ไม่มีการลงทุนประเภทใดประเภทหนึ่งที่ไม่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงต่ำแล้วให้ผลตอบแทนสูงอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นคำตอบของนักลงทุนก็คือการสร้างพอร์ตโฟลิโอ (portfolio) กล่าวคือการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายๆประเภท อย่างที่เรียกว่า Asset Allocation เพื่อสร้างภาพรวมการลงทุนที่ทั้งให้ผลตอบแทนตามคาดหวัง พร้อมกันกับมีความเสี่ยงไม่เกินระดับที่รับได้ ตามหลักการดังต่อไปนี้

    สำรวจตัวเอง
              สินทรัพย์ลงทุนมีหลายประเภท ได้แก่ หุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชน ไปจนถึงสินทรัพย์ลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) เช่น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยทั่วไปนักลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภท หากแต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองใน 3 มิติ คือ
              ข้อแรก ความรู้ความเข้าใจ เพราะแม้จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมาก แต่ความไม่รู้ไม่เข้าใจก็อาจจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ การไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจถือเป็นพื้นฐานการลงทุนที่สำคัญที่สุด
              ข้อสอง ระดับของอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน และผลตอบแทนที่คาดหวังของนักลงทุนแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน นักลงทุนจึงต้องเลือกระดับอัตราผลตอบแทนให้ตรงกับเป้าหมายการวางแผนการเงินการลงทุนของตัวเอง
              ข้อสาม ความเสี่ยงที่รับได้ นักลงทุนต้องพิจารณาว่าตัวเองมีความสามารถและความต้องการในการรับความเสี่ยงได้ระดับไหน ซึ่งไม่ควรทำด้วยความคิดหรือความรู้สึกอย่างเดียว แต่ควรทำแบบประเมินความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐานเพื่อแปลงคะแนนออกมาเป็นค่าความเสี่ยงที่รับได้ ก่อนที่จะเลือกการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงนั้น

    เข้าใจความเสี่ยง
              โดยทั่วไปสามารถแบ่งสินทรัพย์ได้ตามลักษณะผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็น 4 ประเภท ซึ่งเรียงตามลำดับจากผลตอบแทนต่ำและความเสี่ยงต่ำขึ้นไปได้ดังนี้ 1. เงินสด (Cash/Near cash) 2. พันธบัตรหรือตราสารหนี้ (Bond/Debenture) 3. หุ้น (Stock/Share) และ 4. สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก (Alternative Investment)

    1) เงินสด หมายถึงเงินฝากธนาคาร ตลอดจนการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund) เพราะมีสภาพคล่องในระดับเดียวกับเงินฝากออมทรัพย์ ซื้อขายได้ตลอดเวลาทุกวันและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่กองทุนเหล่านี้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น โดยเฉลี่ย ผลตอบแทนของสินทรัพย์กลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5-2%

    2) พันธบัตรหรือตราสารหนี้ กลุ่มนี้เริ่มมีความเสี่ยงและความผันผวนเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสขาดทุนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนมากขึ้นประมาณ 3-5% โดยหากเป็นตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนสูงในระดับ 5% ก็มักจะเป็นตราสารหนี้ความเสี่ยงสูงที่เรียกว่า High Yield Bond หรือ Junk Bond

    3) หุ้น กลุ่มนี้โดยทั่วไปมีผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ประมาณ 10% แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีค่าความเสี่ยงมากกว่า 10% โดยความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง แบบ 1 ต่อ 1 แต่อาจเป็นในลักษณะที่เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1 หน่วย นักลงทุนก็อาจต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3-4 หน่วย ดังนั้น หุ้นจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงหรือไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ

    4) สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก กลุ่มนี้เป็นสินทรัพย์ที่เข้ามาอยู่ในกลุ่มการลงทุนได้ไม่นาน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
              กลุ่มที่ 1 สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) แยกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ 1) Precious Metal โลหะมีค่า จำพวกทองคำ 2) Industry Metal โลหะที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง ดีบุก 3) Energy ทรัพยากรพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และ 4) Soft Commodity สินค้าเกษตร เช่น กาแฟ ข้าว ข้าวสาลี ทั้งนี้ สินค้าโภคภัณฑ์นี้มักจะมีราคาเดียวทั่วโลก อาจจะต่างกันบ้างในแต่ละตลาด แต่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และมีราคาที่ถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือราคาน้ำมันที่เป็นราคาเดียวทั่วโลก
              กลุ่มที่ 2 แบ่งย่อยได้อีกหลายอย่าง อย่างแรก คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบที่ลงทุนได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักเป็นการสร้างตึกหรือสร้างอพาร์ตเมนต์ของคนกลุ่มที่มีเงินสะสมมาก แต่ด้วยกองทุนรวมนี้ คนทั่วไปที่มีเงินไม่มากนักก็สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ อย่างที่สอง เรียกว่า Structured Note มีลักษณะใกล้เคียงกับหุ้นกู้ เพียงแต่ในขณะที่หุ้นกู้ทั่วไปจ่ายเป็นดอกเบี้ย Structured Note จะจ่ายผลตอบแทนแบบมีเงื่อนไข และมักมีระยะเวลาลงทุนสั้นกว่าหุ้นกู้ทั่วไป อีกทั้ง Structured Note เป็นสินทรัพย์ที่สามารถออกแบบว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าไร เมื่อเกิดเงื่อนไขอย่างไร บนสินทรัพย์หลักประเภทใดก็ได้ ทั้ง หุ้น น้ำมัน ทองคำ เงินสกุลต่างๆ
              ยกตัวอย่าง Structured Note บนน้ำมัน อายุ 6 เดือน อาจกำหนดเงื่อนไขว่าหากราคาน้ำมันดิบปัจจุบันที่ระดับราคา 40 เหรียญต่อบาร์เรล ปรับขึ้นไปสูงกว่า 65 เหรียญสหรัฐ จะจ่ายผลตอบแทน 8% ในทางตรงกันข้าม หากราคาลดลงต่ำกว่า 35 เหรียญสหรัฐ ผู้ลงทุนต้องรับมอบน้ำมันที่ต้นทุน 35 เหรียญสหรัฐ ดังนั้น เมื่อลงทุนไปได้เพียง 2 เดือน ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเร็วทะลุพ้นกรอบขาขึ้น การลงทุนนี้ก็จะหยุด ผู้ลงทุนก็รับผลตอบแทน 8% ต่อปีของการลงทุนระยะ 2 เดือนนั้นไป แต่ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันร่วงพ้นกรอบขาลง ผู้ลงทุนก็รับมอบน้ำมันดิบไปในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ณ วันที่มีการตกลงซื้อ Structured Note จะเห็นได้ว่า Structured Note เป็นผลิตภัณฑ์ลงทุนที่สามารถออกแบบให้มีความเสี่ยงและผลตอบแทนตามที่ต้องการได้หลากหลาย และกำลังกลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญของการลงทุนในปัจจุบัน

    จัดพอร์ต
              ตามที่ได้กล่าวแล้ว การสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยหลัก Asset Allocation คือ กระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ นำประเภทการลงทุนหลายๆอย่างเอามาผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการลงทุนในระยะยาว ซึ่งการลงทุนแบบนี้มีข้อดีคือทำให้นักลงทุนคงเป้าหมายการลงทุนไว้ได้ เพราะสามารถปรับสัดส่วนสินทรัพย์แต่ละประเภทให้สอดคล้องกับภาวะตลาดได้ตลอดระยะเวลาการลงทุน ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ ในขณะที่มีความเสี่ยงลดลง เพราะผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทที่เคลื่อนไหวสวนทางกันในพอร์ตช่วยขจัดความเสี่ยงให้กันและกัน เช่น หุ้นกับพันธบัตร ในทางสถิติมักจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน ช่วงไหนเศรษฐกิจดีผลตอบแทนหุ้นจะดี ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรมักจะไม่ค่อยดี การมีสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ในพอร์ตลงทุนจึงช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจได้

              นอกจากนั้น ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันยังสามารถกระจายการลงทุนไปในหลายตลาดได้ เช่น อาจมีการลงทุนทั้งหุ้นในประเทศและต่างประเทศ กองทุนรวมก็สามารถเลือกลงทุนได้ทั้งกองทุนที่ลงทุนในประเทศและกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งในเมื่อกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศยังสามารถเลือกกองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Asset Allocation ได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้การลงทุนกระจายไปได้กว้าง และกระจายความเสี่ยงออกไปได้ละเอียดมากขึ้นอีก
    ระดับความเสี่ยงของพอร์ต

              การประเมินระดับความเสี่ยงของพอร์ตก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าใจสถานะและเป้าหมายของการลงทุนในแต่ละขณะ เพื่อจะได้กำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตได้อย่างสอดคล้อง โดยระดับความเสี่ยงของพอร์ต สามารถแบ่งได้ 5 กลุ่ม
    กลุ่มแรก คือ ลงทุนแบบปกป้องเงินต้น (Capital Protection) เป้าหมายหลักคือรักษาเงินต้นไว้ไม่ให้ขาดทุน แต่ผลตอบแทนอาจจะน้อยจากการรับความเสี่ยงได้น้อย
    กลุ่มที่สอง ลงทุนสร้างรายได้ (Income) กลุ่มนี้รับความเสี่ยงได้มากกว่ากลุ่มแรก โดยเงินต้นอาจจะแกว่งได้บ้าง แต่เป้าหมายสำคัญคือเงินต้นนั้นต้องสร้างรายได้ออกมาให้ใช้ได้ ซึ่งเหมาะกับคนเกษียณอายุที่มีเงินก้อนแต่ไม่มีรายได้อื่น จึงต้องนำเงินก้อนที่มีมาลงทุนเพื่อสร้างรายได้ โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ที่สร้างรายได้
    กลุ่มที่สาม Balance หรือ Income & Growth เป้าหมายต้องการทั้งรายได้และให้เงินเติบโตด้วย การลงทุนต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
    กลุ่มที่สี่ Growth ไม่เน้นการสร้างรายได้ เพราะยังมีรายได้ทางอื่นอยู่ เช่น ยังทำงานอยู่หรือทำธุรกิจอยู่มีรายได้ให้ใช้ เงินก้อนนี้เป็นเงินออมที่ต้องการให้เงินเติบโต จึงเน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก
    กลุ่มที่ห้า High growth หรือ High Risk High Return กลุ่มนี้ยอมรับความเสี่ยงได้เต็มที่ เพราะต้องการให้ในระยะยาวเงินเติบโตได้ในอัตราสูงสุด

              และทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นหลักการคร่าวๆ ของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนด้วยหลัก Asset Allocation ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแนวทางที่ได้เปรียบและเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งโดยรอซื้อและขายเฉพาะจังหวะที่ทำกำไรสูงสุดอย่างที่เรียกกันว่าการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) เพราะในทางปฏิบัติ การพยากรณ์พฤติกรรมของตลาดเช่นนั้นทำได้ยากและไม่สามารถรับประกันความถูกต้องได้ จึงไม่อาจบริหารความเสี่ยงได้ชัดเจน
    อย่างไรก็ตาม ในการจัดพอร์ตจริงต้องลงลึกในรายละเอียดให้เหมาะกับลักษณะและความต้องการของแต่ละคน เพื่อให้ได้แผนการลงทุนที่มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้สูงสุด

    ปิด
  • การกีดกันทางการค้า หรือการเผชิญหน้ากันทางอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ (2)

    Posted on 13-02-2561

             ครั้งที่แล้วผมกล่าวถึง ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน โดยสหรัฐได้ดำเนินมาตรการทางการค้าในทางปฏิบัติที่กระทบจีน (และประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย) อย่างชัดเจน ในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องซักผ้า และแผงโซลาร์เซลล์เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาแต่นักลงทุนก็ยังเพิกเฉย เพราะคงยังมีข้อสรุปว่า ทรัมป์ต้องการสร้างภาพทางการเมืองกับฐานเสียงของเขาแต่คงไม่กล้าเผชิญหน้ากับจีน เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและภาคอุตสาหกรรมก็ขยายตัวดีอยู่แล้ว (ทำให้พรรครีพับลิกัน ได้เปรียบในการเลือกตั้งปลายปีนี้) ตรงกันข้ามหากเปิดสงครามทางการค้ากับจีนก็เสี่ยงที่จีนจะตอบโต้ โดยการไม่นำเข้า สินค้าเกษตรจากสหรัฐ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์และพรรครีพับลิกันนอกจากนั้น ทรัมป์ก็ยังต้องพึ่งพา ความร่วมมือจากจีนในการกดดันเกาหลีเหนืออีกด้วย

             แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่า Robert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐ ซึ่งเป็น หัวหน้าทีมการค้าคนใหม่ของสหรัฐ จะ "เอาจริง"กับจีนเพราะเป็นนักกฎหมายด้านการค้า (ชำนาญด้านการฟ้องร้องสินค้านำเข้า) และต้องการบังคับใช้กฎหมายการค้าอย่างจริงจัง และยุติการเจรจาระดับสูงกับจีน เป็นที่ทราบกันดีว่า Lighthizer มีความเชื่อว่าองค์กรการค้าระหว่างประเทศ(WTO) "ไม่มีน้ำยา"และ ไม่สามารถควบคุมความประพฤติของจีนได้ ซึ่งสะท้อนการรายงานล่าสุดของ USTR ว่า จีนไม่ปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ของ WTO และกลไกยุติข้อพิพาท ของ WTO ก็ไม่สามารถจัดการกับผู้ที่ละเมิดระบบการค้าเสรีของโลกได้รายงานของ USTR สรุปได้ดังนี้    

             "WTO's dispute settlement mechanismis not effective in addressing a trade region that broadly conflicts with the fundamental underpinnings of the WTO system. No amount of enforcement activities by other WTO members would be sufficient to remedy this type of behavior"    

             ผมแปลว่ารัฐบาลทรัมป์จะ "ทำเอง" เพราะ WTO "ไม่มีน้ำยา"    

             แต่ในจังหวะนี้ ผู้นำของจีน คือประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถือได้ว่าครองอำนาจอย่างมั่นคงสูงสุดดังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลาย 10 ปี พร้อมกับเศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และ กำลังขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐกว่า 1 เท่าตัว (จีดีพีสหรัฐ ขยายตัว 2.5% จีนขยายตัว 6.5%)

              กล่าวคือ จีนกำลังมีความมั่นใจ ในตัวเองสูงมาก และต้องการให้ทุกประเทศและทุกคนต้อง "เกรงใจ" จีน เช่นกรณีที่รัฐบาลจีน สั่งปิดเว็บไซต์ของโรงแรม Marriott เป็นเวลา 1 สัปดาห์ (และกล่าวโทษ Qantas, Zara และ Delta) เพียงเพราะไปกล่าวถึง ไต้หวัน ฮ่องกง และทิเบต อย่างผิดพลาดในเชิงการทูตว่าเป็น "ประเทศ" เพราะดินแดนดังกล่าวเป็นเขตปกครองของประเทศจีน หลังจากที่สหรัฐประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 และทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี จีนยิ่งมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า "The capitalist system is rife with abuse. A new international order is waiting to spring forth" ตามความเห็นของบทบรรณาธิการของ นสพ. People's Daily ของจีนซึ่งผมคิดว่าคงจะเดากันไม่ยากว่าระเบียบระหว่างประเทศ "ใหม่" หรือ "new international order" นั้น จีนจะมีบทบาทสำคัญ ในการจัดตั้งและเป็นผู้นำ

              ผมประเมินว่าจะมิใช่ระบบการค้าเสรี ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้การนำของสหรัฐ โดยการกำกับของ WTO, IMF, UN และ World Bank แต่จะเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของจีน ซึ่งมีกลไกสำคัญคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจของยุโรป และเอเชียภายใต้ โครงการเส้นทางสายไหม ศตวรรษที่ 21 (one belt on road) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง หมายความว่า จีนจะเป็น ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจของโลก ทุกประเทศย่อมจะต้องยอมรับการชี้นำทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองของจีนในลักษณะ State-led neo-mercantilism ซึ่งแตกต่างจากระบบ Democracy-free market ที่สหรัฐเคยสนับสนุนและขับเคลื่อนมาโดยตลอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันนี้แม้แต่สหรัฐเองก็ยังบอกว่า WTO นั้น ไม่มีน้ำยาแล้ว และ IMF ก็ไม่ใช่องค์กรหลักในการกำกับดูแลระบบการเงินของโลกมาตั้งแต่การล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หลังจากที่ประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐประกาศลอยตัว (ลดค่า) เงินดอลลาร์ในปี 1971

               ดังนั้นบทวิเคราะห์บทหนึ่งของ Wall Street Journal จึงสรุปว่า "The new Chinese-led order is already well underway" (23 ม.ค.2018)ทั้งนี้ Gallup ได้ทำโพลล์ทั่วโลก สรุปว่า ความนิยมชมชอบผู้นำสหรัฐตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี (3 ประธานาธิบดี) ที่ผ่านมา กล่าวคือ ปัจจุบัน ความนิยมชมชอบประธานาธิบดีทรัมป์ ลดลงเหลือเพียง 30% จากอดีตที่เคยต่ำสุดตอนวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีบุช ที่ 34% และความนิยมชมชอบ ประธานาธิบดีโอบามาเฉลี่ยประมาณ 41-49% ตรงกันข้าม ความไม่พอใจประธานาธิบดีสหรัฐปัจจุบัน อยู่ที่ระดับสูงถึง 43% เทียบกับบุช ที่ประมาณ 33-34% (เพราะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ) และโอบามาที่เฉลี่ยประมาณ 21-28%

               เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้นำจีนคงจะพร้อม มาเป็นผู้นำโลกแทนสหรัฐ และคงมิได้เกรงกลัวการเผชิญหน้ากันทางการค้ากับสหรัฐแต่อย่างใด

    ปิด

ประกันชีวิต ตอบโจทย์ชีวิตหลากหลาย

Posted on 13-02-2561 By : โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

การกีดกันทางการค้า หรือการเผชิญหน้ากันทางอุดมการณ์เศรษฐศาสตร์ (1)

Posted on 06-02-2561 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Super Blue Blood Moon อธิษฐานเลยสิจ๊ะ

Posted on 06-02-2561 By : โดย Goal Keeper

โดย Goal Keeper

ตลาดหุ้นต่างประเทศจะไปต่อหรือไม่

Posted on 06-02-2561 By : โดย พงศธร ลีลาประชากุล

โดย พงศธร ลีลาประชากุล

เงินเฟ้อที่ต่ำอย่างต่อเนื่องของประเทศไทย

Posted on 30-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เทคนิคเลือกซื้อและผ่อนรถป้ายแดงอย่างชาญฉลาด

Posted on 30-01-2561 By : โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

สภาวะเศรษฐกิจ-การลงทุนปี 2018 จะดีเหมือนปี 2017 หรือไม่

Posted on 30-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เตรียมพร้อมทางการเงินก่อนซื้อบ้าน

Posted on 30-01-2561 By : โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

ภูมิลักษณ์เศรษฐกิจไทยปี 2018-20

Posted on 30-01-2561 By : โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โรค Alzheimer's กับการออกกำลังกาย

Posted on 30-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

วางแผนการเงิน วางแผนชีวิต

Posted on 30-01-2561 By : โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

โดย Kiatnakin Phatra Financial Group

จีนจะแซงหน้าอเมริกาในปี 2032

Posted on 08-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Technological disruption :EV, AV, TaaS (2)

Posted on 08-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Technological Disruption EV, AV, TaaS (1)

Posted on 08-01-2561 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ภูมิลักษณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2018-20

Posted on 08-01-2561 By : โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

4 ธุรกิจที่ต้องจับตาในปี 2018

Posted on 08-01-2561 By : โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

แนวโน้มศก.โลกปี2018 (2)

Posted on 18-12-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

แนวโน้มศก.โลก ปี 2018 (1)

Posted on 13-12-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย ปี 2561

Posted on 13-12-2560 By : คุณธีระพงษ์ วชิรพงศ์

โดย คุณธีระพงษ์ วชิรพงศ์

4 ธีมเศรษฐกิจไทยในปี 2018

Posted on 13-12-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

5 ธีมเศรษฐกิจโลกในปี 2018

Posted on 13-12-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ผลต่อศก.จากการลดภาษีรายได้นิติบุคคลของสหรัฐ

Posted on 13-12-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การใช้นโยบายการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจ

Posted on 27-11-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

นโยบายผิด เพราะไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์

Posted on 20-11-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

วางแผนการลงทุนลดหย่อนภาษีปลายปี

Posted on 13-11-2560 By : สานุพัฐ รัตนมโนชัย

โดย สานุพัฐ รัตนมโนชัย

แนวคิดเกี่ยวกับความอายุยืนของมนุษย์

Posted on 13-11-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

'เงินเฟ้อ' ที่หายไป

Posted on 08-11-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

เรื่องของการ(ไม่)กิน

Posted on 29-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวที่เชื่องช้าของเศรษฐกิจไทย

Posted on 19-09-2560 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกับการลงทุน

Posted on 19-09-2560 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ฤาคือ Synchronized Growth

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

เศรษฐกิจไทยก่อน-หลัง วิกฤติศก.2540(1997 )

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

สรุปภาพการลงทุนครึ่งปีแรกและมุมมองการลงทุนครึ่งปีหลัง

Posted on 19-09-2560 By : ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

'ทรัมป์'กลับลำ

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ในระหว่างการเลือกตั้งนั้นายโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงโดยมีจุดยืนชัดเจนสำคัญ 4 ประการคือ 1. โจมตีนโยบายเศรษฐกิจจีนอย่างหนักหน่วงว่าทำลายเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นจึงจะตราหน้า จีนว่าเป็นประเทศที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (ทำให้เงินหยวนอ่อนและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ทำให้สินค้าสหรัฐแข่งขันไม่ได้) เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

Brexit

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

4ปัจจัยหนุนอสังหาฯไทยฟื้น โครงการผู้สูงวัย-รักสุขภาพบูม!

Posted on 19-09-2560 By : ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

เจาะลึกอสังหาฯไทย ท่ามกลางไทยแลนด์ 4.0" งานสัมมนาใหญ่ประจำปี จัดโดย ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้โฟกัสให้เห็นถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯปีนี้ที่ได้อานิสงค์จาก 4 ปัจจัยคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การเติบโตของสังคมเมือง การเป็นจุดเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปโดยกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มคนรักสุขภาพจะโตต่อเนื่องเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการใช้เป็นช่องเปิดโครงการใหม่รองรับ ซึ่งคาดว่าตลาดรวมจะเติบโตได้ 6-8% แม้จะต้องระวังความเสี่ยงในเรื่องราคาที่ดินที่สูงต่อเนื่อง,ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น,แรงงานขาดแคลนและผู้ซื้อกู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้น

เรื่องของค่าเงินบาท

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

รถยนต์ไร้คนขับอาจมาถึงเร็วเกินคาด?

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ