• นโยบายผิด เพราะไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์

    Posted on 20-11-2560

    นโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ นั้น สรุปได้ว่า มองการดุลการค้าเป็นเป้าหมายหลักและคิดแบบพ่อค้า(mercantilism) ว่า การ เกินดุลการค้าเป็นสิ่งที่ดีและการขาดดุลการค้าเป็นสิ่งที่เลวร้าย และหากไม่ขาดดุลหรือ เกินดุลก็คงจะมีความพอเหมาะพอควร เพราะไม่มีใครเสียเปรียบหรือได้เปรียบ
              จากการหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น จะเห็นได้ว่าต้องการลดการ ขาดดุลการค้าของสหรัฐเป็นนโยบายการค้า หลัก โดยกล่าวย้ำหลายครั้งว่าการขาดดุล การค้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐนั้นต้องมีสาเหตุมาจากการที่สหรัฐถูกเอาเปรียบเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น ส่วนสหรัฐจะถูกเอาเปรียบอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเจาะลึกลงในรายละเอียด
              โดยอาจมาจากการที่ประเทศคู่ค้าบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (จึงให้กระทรวงการคลังสหรัฐทำรายงานปีละ 2 ครั้ง เพื่อประเมินว่ามีประเทศคู่ค้าของสหรัฐประเทศใดบ้างที่แทรกแซงทำให้เงินของตัวเองอ่อนค่าเกินกว่ากลไกตลาด) หรือการดำเนินนโยบายการค้า ที่กีดกันการนำเข้า เช่น การตั้งภาษีศุลกากรสูง หรือมาตรการกีดกันอื่นๆในเชิงปริมาณ รวมทั้งการไม่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก็มีการทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐเป็นประจำทุกปี
              การด่วนสรุปว่า การขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐเป็นผลมาจากการที่สหรัฐถูกเอาเปรียบโดยประกาศคู่ค้าเป็นหลักนั้น เป็นข้อสรุปที่ผิดพลาดเพราะขาดความเข้าใจในเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน การขาดดุลการค้านั้น หากมองในระดับบุคคลก็จะเห็นว่า ผมขาดดุลการค้ากับร้านขายข้าวแกงที่บริษัท ภัทร มานาน 20 กว่าปีแล้ว เพราะผมจ่ายเงินซื้อข้าวแกงจากร้านทุกจันทร์ถึงศุกร์ และไม่เคยขายอะไรให้กับร้านข้าวแกง เพื่อให้ดุลการค้าระหว่างผมกับร้านข้าวแกงดีขึ้นเลย กล่าวคือ การค้าเสรีนั้น ทำให้ทุกประเทศสามารถผลิตสินค้าและบริการเฉพาะอย่างที่ตนเองถนัดและนำเงินไปซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ จากประเทศอื่นๆ ที่ผลิตสินค้าดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
              แต่ก็อาจตั้งประเด็นว่า เมื่อขาดดุล การค้าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะแปลว่า เป็น การใช้จ่ายเกินตัว แล้วจะหาเงิน(ตรา ต่างประเทศ) ที่ไหนมาใช้จ่ายเกินตัวอย่างต่อเนื่อง คำตอบคือ หากขาดดุลการค้ามากๆ ก็จะทำให้ประเทศ (เช่น)ไทยมีความต้องการขายเงินบาทแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อไปนำเข้าสินค้ามากกว่ามีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมาจากการส่งออก หากเป็นเช่นนั้น เงินบาทก็จะอ่อนค่า ทำให้สินค้านำเข้าราคาสูงขึ้น (เมื่อคิดเป็นเงินบาท) และจะเป็นแรงจูงใจให้มีการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้นอีกด้วย กล่าวโดยสรุปคือกลไกตลาดจะทำให้ดุลการค้าปรับตัวให้สมดุลโดยอัตโนมัติ
              ดังนั้น จึงต้องตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐจึงสามารถขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี ซึ่งคำตอบอาจมีดังนี้
              1.ประเทศคู่ค้าบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน อย่างต่อเนื่องจริง แต่การดำเนินการดังกล่าวในระยะยาวไม่เป็นประโยชน์กับประเทศ ดังกล่าว เพราะขายสินค้าให้สหรัฐเพื่อแลกกับ กระดาษ(เงินดอลลาร์) ซึ่งในระยะยาวไม่เป็นประโยชน์กับประเทศที่เกินดุล ที่สำคัญคือ กระทรวงการคลังสหรัฐก็ติดตามดูพฤติกรรมดังกล่าวมา 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีประเทศใดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว มีแต่ ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยถูกขึ้นบัญชี 4-5 ประเทศ
              2. ประเทศสหรัฐ จะใช้จ่ายเกินตัวอย่างต่อเนื่องได้ เพราะกู้เงินมาใช้ และมีประเทศอื่น ๆ ที่สมัครใจให้สหรัฐกู้เงินมาใช้จ่ายเกินตัว ไม่ว่าจะการกู้ยืมของเอกชนหรือรัฐบาลสหรัฐ หรือการนำเงินเข้ามาลงทุนในสหรัฐ (กล่าวคือ สหรัฐขายทรัพย์สินในประเทศ และสูญเสียความเป็นเจ้าของ) ทำให้มีกำลังซื้อส่วนเกินมาใช้ในการบริโภคสินค้านำเข้า
              3. บริษัทข้ามชาติของสหรัฐเช่น Apple มีศักยภาพทางเทคโนโลยีสูง สามารถขายทรัพย์สินทางปัญญาได้เงินมาเป็นจำนวนมาก(โทรศัพท์ IPhone มีอัตรากำไรเครื่องละ 50%) และให้ประเทศกำลังพัฒนาผลิตชิ้นส่วนและประกอบสินค้ากลับเข้ามาขายในสหรัฐ กล่าวคือสหรัฐไม่ต้องผลิตเองแต่จ้างให้ประเทศอื่นๆ ผลิตให้ในราคาที่ถูก คุ้มค่าอย่างมาก และสินค้า เดียวกันก็ขายไปได้ทั่วโลก ทำให้มีรายได้เข้าสหรัฐมากมายในลักษณะของการนำเข้ากำไร
              แนวคิดที่ขาดตกบกพร่องโดยการมองแต่การขาดดุลการค้า และหวังจะแก้ปัญหาโดยการเร่งเปิดตลาดประเทศคู่ค้าและปิดตลาดสหรัฐมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดความ ขัดแย้ง และไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาก็จะไม่สามารถทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงได้ หากสหรัฐไม่ยอม แก้ปัญหาหลักคือสหรัฐใช้จ่ายเกินตัวโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐที่ขาดดุลงบประมาณ อย่างต่อเนื่องเสมอมา(Twin deficits)
              ความไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์นั้น อาจจะ ยิ่งทำให้สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอีก ในอนาคตอันใกล้ จากความพยายามที่จะ ลดภาษีของรัฐบาลสหรัฐ เช่น หากลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 35% เป็น 20% โดยคาดหวังว่าจะทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจาก 2% เป็น 3-4% การที่มีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะทำให้มีการบริโภค เพิ่มขึ้นในสหรัฐ จึงจะต้องนำเข้ามากขึ้น และมีผลผลิตเหลือเพื่อส่งออกน้อยลง กล่าวคือสหรัฐจะขาดดุลการค้ามากขึ้น
              นอกจากนั้น ยังจะมีมาตรการลดภาษีเป็นกรณีพิเศษเหลือเพียง 12% สำหรับกำไร ที่บริษัทสหรัฐสะสมเอาไว้ในต่างประเทศ (คาดการณ์ว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญ) ให้นำกลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะมีเงินไหลเข้าสหรัฐ
              จำนวนมหาศาล ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ขึ้นอย่างมาก และฉับพลัน ซึ่งจะทำให้การขาด ดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
              โดยรวมแล้วหากการปฏิรูปภาษีของสหรัฐทำให้ประเทศสหรัฐน่าลงทุนมากขึ้นตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์คุยอวดเอาไว้ ก็จะ ยิ่งทำให้มีเงินไหลเข้าสหรัฐ มากขึ้นเงินเหรียญ สหรัฐก็แข็งค่า ซึ่งจะต้องทำให้สหรัฐขาดดุล การค้าเพิ่มขึ้นอีกครับ

    ปิด
  • วางแผนการลงทุนลดหย่อนภาษีปลายปี

    Posted on 13-11-2560

    ในช่วงปลายปีของทุกปี จะเห็นนักลงทุนกลับมาให้ความสนใจในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) อีกครั้ง ถ้ายังจำกันได้ในปีที่แล้ว กระทรวงการคลังได้มีการปรับเงื่อนไขสำคัญ 3 ประเด็น คือ
              1) ขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF ต่อไปจนถึงปี 2562 2) ปรับเงื่อนไขการถือครองที่นานขึ้นจากเดิม 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน (หรือนักลงทุนต้องถือครองกองทุน LTF อย่างน้อยที่สุด 5 ปีกับอีก 2 วันทำการ) และ 3) ปรับฐานรายได้ในการคำนวณเป็น "เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น
              แม้ว่าจะมีการปรับเงื่อนไขการถือครองที่นานขึ้น แต่การลงทุนใน LTF รวมถึง RMF ก็ยังถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมากจากสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งสามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 35% ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของรายได้หน่วยสุดท้ายของแต่ละบุคคล นั่นหมายถึงนอกเหนือจากผลตอบแทนจากการลงทุนนักลงทุนจะเสมือนได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากส่วนลดภาษีในปีแรกที่ลงทุน นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดที่จะใช้โอกาสนี้ในการวางแผนภาษีจากการลงทุนในทั้ง LTF และ RMF
              ในส่วนของ LTF สินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ในเฉพาะตราสารทุนในประเทศ นักลงทุนสามารถตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนประเภท Passive หรือ Active (การจัดการ) ได้ โดยหากเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพและผู้จัดการกองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนในระยะยาวได้ กองทุนประเภท Passive จะเป็นตัวเลือกที่ดีจากค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ในทางกลับกัน หากนักลงทุนเชื่อว่าผู้จัดการกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดนักลงทุนก็ควรเลือกกองทุนประเภท Active ที่ให้ผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นที่จะลงทุนในแต่ละช่วงเวลาโดยคาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดแม้จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่า
              นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถเลือกกองทุนที่มีลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกันเพื่อกระจายความเสี่ยงของแต่ละสไตล์การลงทุนทั้งกองทุนที่มีความผันผวนต่ำกว่าตลาด กองทุนที่มีเน้นหุ้นที่การเติบโตสูง กองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ หรือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เป็นต้น
              สำหรับการลงทุนในกองทุน RMF นอกจากนักลงทุนจะสามารถลงทุนในตราสารทุนในประเทศแล้ว นักลงทุนยังสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น อาทิ ตราสารหนี้ในประเทศ-ต่างประเทศ ตราสารทุนต่างประเทศ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริม ทรัพย์ (รีท) รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ นักลงทุนสามารถใช้ RMF เป็นส่วนของเครื่องมือในการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่ หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสผ่านลงทุนในต่างประเทศ โดยควรพิจารณาการลงทุนในภาพรวมซึ่งรวมสัดส่วนการลงทุนใน LTF และ RMF เข้าไปด้วย
              สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุน LTF และ RMF คือ
              1) การซื้อเกินสัดส่วน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 5 แสนบาท โดยส่วนที่เกินนอกจากจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว อาจยังต้องนำกำไรจากการขายคืนหน่วยไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ด้วย
              2) ในส่วนของ RMF วงเงิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีหรือไม่เกิน 5 แสนบาท จะต้องคิดรวมกับรายการลดหย่อนอื่นๆ ได้แก่เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
              3) การทำผิดเงื่อนไขการลงทุน ซึ่งรวมถึงการเว้นไม่ลงทุนใน RMF ติดต่อกันเกิน 1 ปี จะส่งผลให้นักลงทุนต้องคืนภาษีย้อนหลัง หรืออาจต้องชำระค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร

    ปิด
  • แนวคิดเกี่ยวกับความอายุยืนของมนุษย์

    Posted on 13-11-2560

    "I am not afraid of death, I just don't want to be there when it happens"."I don't want to live on in the hearts of my country men., I want to live on in my apartment".
              Woody Allen
              มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่จะมีอายุที่ยืนยาว ทุกคนกลัวตายดังที่ Woody Allen กล่าวอย่างติดตลกข้างต้น ในส่วนที่ผมเขียนเกี่ยวกับสุขภาพในตอนก่อนๆ นั้น สรุปได้ว่า หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้อายุยืนยาวกว่าปกติ 3-5 ปี แต่การ อดอาหาร อาจทำให้อายุยืนได้มากกว่า อีกหลายเท่าตัว เช่นการลดการบริโภคแคลอรีลงจากปกติ 30% ก็จะทำให้หนูและลิง อายุยืนยาวขึ้นอีก 30% หรือ 20 ปี
              แต่ปัญหาคือการอดอาหารดังกล่าวเป็นการทรมานร่างกายและจิตใจอย่างมาก และมีการทำวิจัยเพื่อหายากระตุ้นให้เซลส์อายุยืนยาว แนวทางในการวิจัยดังกล่าว คืบหน้าไปมาก ทำให้ค้นพบสารเคมีที่เชื่อว่า กระตุ้นกระบวนการบำรุงรักษาเซลส์ให้แข็งแรงและหนุ่มแน่นได้ดังที่ผมได้เขียนถึงแล้วในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา
              การอดอาหารแล้วทำให้อายุยืนขึ้นนั้นเป็นเรื่อง ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ในตัว กล่าวคือ การกดดัน (stress) ร่างกาย โดยการอดอาหารน่าจะทำให้อายุสั้น มากกว่า กล่าวคือ การที่เรามีอาหารกินอยู่อย่างสมบูรณ์ น่าจะทำให้สุขภาพดีและ ช่วยให้มีอายุยืนยาว แต่กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันมีกระแสการอดอาหารเป็นประจำ (intermittent fasting) เช่นการจำกัดการกินอาหารเฉพาะ 6 ถึง 8 ชั่วโมงในหนึ่งวัน เช่น วันใดหากเริ่มกินอาหารตอน 9 โมงเช้า ก็ให้กินอาหารได้ถึง 3 โมงเย็น หรือ 5 โมงเย็น เท่านั้น ห้ามกินอะไรนอกจากน้ำหลังจากนั้น จนกว่าจะถึงเวลา 9 โมงเช้าของอีกวันหนึ่ง หรือจะอดอาหารเต็มวัน 2 วัน เช่น งดกินอาหาร ในวันอังคารและวันพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ก็ได้
              การอดอาหารดังกล่าวนั้น เชื่อว่าทำให้มนุษย์อายุยืน ก็เพราะจะเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายเข้าใจว่ากำลังเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร (famine) ทำให้ร่างกายพยายามรักษาเนื้อรักษาตัว ในระดับเซลส์ โดยดูแลซ่อมแซมตัวเองและ กำจัดสิ่งที่เป็นพิษ (autophagy) เพราะจะต้องทำให้ร่างกายอยู่รอดต่อไปให้ นานที่สุดจนกว่าจะได้กินอาหารมื้อต่อไป
              ทั้งนี้เพราะมนุษย์ก็เหมือนกับสัตว์ทุกประเภทที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการ อยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตัวเอง (survival of the specie) กล่าวคือคนไหนที่ตายไปก่อน เพราะร่างกายไม่มีกลไกยืดอายุตัวเอง คนนั้นก็จะไม่สามารถทำให้เผ่าพันธุ์ของ ตัวเองอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้
              ในทำนองเดียวกันในกรณีที่มีอาหารเหลือเฟือ ร่างกายของมนุษย์(และสัตว์) ก็จะมุ่งเน้นการขยายเผ่าพันธุ์(ผสมพันธุ์) มีลูกให้ได้มากที่สุด(เพราะลูกหลานมาก ก็เป็นการทำให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดต่อไปได้) ในกรณีดังกล่าวเมื่อมีลูกมากก็ถือว่าได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญ (survival of the specie) สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ก็ไม่มี ความจำเป็นที่ร่างกายจะต้องอยู่ต่อไป ร่างกายจะเป็นโรคล้มตายไปก็ไม่เสียหายอะไร
              แต่มนุษย์ได้พยายามพัฒนาให้ตัวเองสามารถมีอายุยืนยาวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วง 200 ปี ที่ผ่านมา กล่าวคือ ก่อนยุคพัฒนาอุตสาหกรรมนั้น มนุษย์ มีอายุยืนเฉลี่ยประมาณ 35 ปี แต่วันนี้ อายุยืนประมาณ 70 ปี ทั้งนี้พัฒนาการ ที่สำคัญยิ่ง คือการลดการเสียชีวิตในวัยเยาว์ (อายุ 0-5ปี) ลดลงไปอย่างมาก
              สถิติล่าสุดนั้น มนุษย์ที่อายุยืนยาวที่สุด คือ นาง Jeanne Calment ที่ตายในปี 1997 อายุ 122 ปี ซึ่งนักวิจัยที่ Albert Einstein College of Medicine ที่นครนิวยอร์ก วิเคราะห์ว่าสูงเกินกว่าปกติโดยประเมินว่ามนุษย์น่าจะมีอายุยืนได้ไม่เกิน 115 ปี
              ทั้งนี้โดยวิเคราะห์จากสถิติประชากรใน 41 ประเทศทั่วโลก ซึ่งพบว่ามนุษย์ อายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 120 ปี ที่ผ่านมา แต่ชะลอตัวลงจนเกือบไม่พัฒนาต่อไปอีกเลยตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาใน 88% ของประเทศที่มีข้อมูลดังกล่าว นักวิเคราะห์จึงนำเอาข้อมูลของประเทศที่มีบุคคลอายุยืนมากที่สุด 4 ประเทศ (ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐ และญี่ปุ่น) มาวิเคราะห์ใน รายละเอียดและมีข้อสรุปจากข้อมูล ดังกล่าวว่ามนุษย์น่าจะมีอายุยืนยาวได้ ไม่เกิน 115 ปี โดยนำเสนอผลการวิจัย ออกมาในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว
              อีกเพียง 8 เดือนให้หลังก็มีนักวิเคราะห์อีก 5 กลุ่มออกมาตำหนิและแย้งข้อสรุป ดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าเป็นการคาดการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด และคัดข้อมูลช่วงทศวรรษ 1990 ออกมา คาดการณ์ต่อออกไปนั้นไม่ได้มีพื้นฐานทางวิชาการใด มารองรับแต่อย่างใด
              กล่าวคือหาก คาดการณ์จากข้อมูลที่ย้อนหลังไปมากกว่านั้น (คือเอาข้อมูลในช่วง 20-30 ปี ก่อนหน้ามารวมอยู่ด้วย) ก็จะได้ข้อสรุปว่ามนุษย์น่าจะอายุยืนมากขึ้นไปได้อีกเรื่อย ๆ คือ มนุษย์ในปี ค.ศ.2300 น่าจะมีอายุยืนได้ถึง 150 ปี ซึ่งอาจจะ น่าสนใจในเชิงวิชาการ แต่ผมและท่านผู้อ่าน ก็คงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อดูว่า ใครผิดใครถูกในวันนั้นครับ
              'หากออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอก็จะช่วย ให้อายุยืนยาวกว่าปกติ 3-5 ปี แต่การ อดอาหาร อาจทำให้อายุยืนได้มากกว่า'

    ปิด

'เงินเฟ้อ' ที่หายไป

Posted on 08-11-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

เรื่องของการ(ไม่)กิน

Posted on 29-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวที่เชื่องช้าของเศรษฐกิจไทย

Posted on 19-09-2560 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยกับการลงทุน

Posted on 19-09-2560 By : โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ฤาคือ Synchronized Growth

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

เศรษฐกิจไทยก่อน-หลัง วิกฤติศก.2540(1997 )

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

สรุปภาพการลงทุนครึ่งปีแรกและมุมมองการลงทุนครึ่งปีหลัง

Posted on 19-09-2560 By : ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

'ทรัมป์'กลับลำ

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ในระหว่างการเลือกตั้งนั้นายโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงโดยมีจุดยืนชัดเจนสำคัญ 4 ประการคือ 1. โจมตีนโยบายเศรษฐกิจจีนอย่างหนักหน่วงว่าทำลายเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้นจึงจะตราหน้า จีนว่าเป็นประเทศที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (ทำให้เงินหยวนอ่อนและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ทำให้สินค้าสหรัฐแข่งขันไม่ได้) เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

Brexit

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

4ปัจจัยหนุนอสังหาฯไทยฟื้น โครงการผู้สูงวัย-รักสุขภาพบูม!

Posted on 19-09-2560 By : ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

เจาะลึกอสังหาฯไทย ท่ามกลางไทยแลนด์ 4.0" งานสัมมนาใหญ่ประจำปี จัดโดย ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้โฟกัสให้เห็นถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯปีนี้ที่ได้อานิสงค์จาก 4 ปัจจัยคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ การเติบโตของสังคมเมือง การเป็นจุดเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปโดยกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มคนรักสุขภาพจะโตต่อเนื่องเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการใช้เป็นช่องเปิดโครงการใหม่รองรับ ซึ่งคาดว่าตลาดรวมจะเติบโตได้ 6-8% แม้จะต้องระวังความเสี่ยงในเรื่องราคาที่ดินที่สูงต่อเนื่อง,ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น,แรงงานขาดแคลนและผู้ซื้อกู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้น

เรื่องของค่าเงินบาท

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

รถยนต์ไร้คนขับอาจมาถึงเร็วเกินคาด?

Posted on 19-09-2560 By : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ